ศัตรูของมวลมนุษยชาติ: ตะเกียงและแอปเปิล


ตะเกียงและแอปเปิล ( The Lamb and The Apple ) เป็นหนึ่งในทฤษฎีตอนจบของ Attack on Titan ที่โด่งดังพอสมควร ซึ่งทฤษฎีนี้ถูกโพสต์ลงบน Facebook ของชาวสเปนที่ชื่อว่า José Ignacio หลังจากตอนที่ 130 ออกมาได้ไม่นาน ( ช่วงเดือน ก.ค. ปี 2020 ) จากนั้นได้ถูกนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษและโพสต์ลงบน Redditr/titanfolk โดย AotnoRequiem นั้นได้รับแรงบันดาลใจส่วนใหญ่จากทฤษฏีนี้ เลยอยากนำบทความฉบับย่อมาให้ทุกคนได้อ่านกัน
คลิก ที่นี่ เพื่อรับชมวิดีโอเวอร์ชันเต็มในภาษาสเปน ( มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ ) เพื่อรับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเพลงประกอบ การตัดต่อ และเสียงพากย์

Attack on Titan ตอนที่ 122 เป็นอีกหนึ่งตอนที่สำคัญที่สุดของเรื่องราวทั้งหมด เพราะว่าในตอนที่ 122 นี้ มีการเปิดเผยอดีตของยูมีร์ ฟริตซ์ เด็กสาวที่ติดอยู่ในสายธาร และต้องคอยรับใช้สายเลือดราชวงศ์มาเป็นเวลา 2000 ปี นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของ “สัญญาที่ทำกับปีศาจ” ที่เคยถูกกล่าวถึงในเรื่อง โดยคนแรกที่พูดถึงมันคือพ่อของกริชา เยเกอร์ ( ตอนที่ 86 ) และถูกกล่าวถึงอีกครั้งโดยเอเรน ครูเกอร์ ( ตอนที่ 88 )

เอเรน ครูเกอร์เคยให้ความเห็นไว้ว่า มันไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องอย่างแท้จริงของเรื่องนี้หรอก มันขึ้นอยู่กับว่าได้รับสารมาจากฝั่งไหน ซึ่งความเห็นที่ครูเกอร์เคยให้ไว้ ก็ดูไม่ขัดแย้งกับสิ่งที่ตอน 122 อยากจะสื่อสารออกมา ถึงแม้ในตอนที่ 122 จะยังไม่มีการเฉลยเรื่องสัตว์ประหลาดที่ไปเกาะไขสันหลังยูมีร์และมอบพลังให้แก่เธอก็ตาม

โดยประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ครูเกอร์บอกว่าสิ่งที่นายพลกรอสพูดเกี่ยวกับอดีตของจักรวรรดิเอลเดียนั้นเป็นเรื่องจริง แสดงว่าข้อมูลในหนังสือของมาร์เลย์ก็เป็นสิ่งที่เชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม นั่นทำให้เกิดคำถามว่า “สัญญา” หมายถึงอะไร

แม้ว่าหนังสือของมาร์เลย์จะมีเจตนาเล่าประวัติศาสตร์ของเอลเดียในแง่ร้ายเพื่อให้คนเข้าใจผิด แต่ถึงอย่างนั้น สัญญาที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือก็ยังเป็นเรื่องจริง และอาจเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ถึงเหตุการณ์สำคัญบางอย่างของจักรวรรดิเอลเดีย แต่แทนที่จะหมายถึงเรื่องต้นกำเนิดของพลังไททัน มันอาจหมายความถึงต้นกำเนิดของ “ลูกหลานของยูมีร์” ซึ่งเป็นสองเรื่องที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อพิจารณาแล้ว ฉากจากตอนที่ 122 มีองค์ประกอบภาพและการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของ “การทำสัญญา” ได้ค่อนข้างชัดเจน โดยฉากดังกล่าว ราชาองค์แรกของเอลเดียได้บอกยูมีร์ว่า รางวัลจากความดีความชอบของเธอในการทำสงคราม คือการที่เขาจะทำให้เธอตั้งครรภ์กับ “เมล็ดพันธุ์” ของเขา โดยตามเหตุและผลแล้ว ลูกหลานของยูมีร์ย่อมสืบเชื้อสายมาจากลูกแท้ ๆ ที่มีสายเลือดของยูมีร์ ดังนั้น นี่จึงเป็นต้นกำเนิดของ “ลูกหลานของยูมีร์”

เมื่อดูจากลักษณะภายนอกของราชาฟริตซ์ สิ่งที่อาจบ่งบอกได้ว่าตัวละครนี้เป็นตัวแทนของ “ปีศาจ” คือหมวกที่มีเขา ความเป็นราชา และบริเวณดวงตาของเขาที่ถูกปกคลุมด้วยเงาสีดำ ส่วนยูมีร์นั้นคือตัวแทนของเด็กสาวที่รับแอปเปิลมาจากปีศาจ ( ปีศาจเป็นผู้หยิบยื่นให้ ) แอปเปิลนั้นเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องเพศ ความรัก การเจริญพันธุ์ ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่า ยูมีร์นั้นมอบร่างกายของเธอให้แก่ราชา

และด้วยเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้สามารถตีความได้ว่าสัญญานี้เป็นสัญญาทาส เพราะอีกไม่นาน ยูมีร์ก็จะถูกจองจำอยู่ในสายธาร กลายเป็นทาสที่คอยรับใช้สายเลือดราชวงศ์ไปอีกนานแสนนาน นอกจากประเด็นนี้ ยังมีฉากที่ยูมีร์มองลูกของเธอด้วยสีหน้าที่เฉยเมย แม้ว่าลูก ๆ ของเธอจะเพิ่งเกิดมา เธอก็ดูจะไม่ได้สร้างสายสัมพันธ์อะไรกับลูกเลย และแม้ในตอนที่ลูก ๆ ร้องไห้ตอนเธอโดนหอกแทง เธอก็ดันปล่อยให้ตัวเองตายไปเสียอย่างนั้น เรื่องราวเหล่านี้ตอกย้ำว่า เพราะความเป็นทาสของยูมีร์ ลูก ๆ ของเธอก็อาจถูกบังคับให้สืบต่อความเป็นทาสต่อไปเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวถึงการทำสัญญาขึ้นอีกครั้ง แต่ภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่ลักษณะเดิม โดยภาพนี้คาดว่าอาจถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาหลังจากที่ คาร์ล ฟริตซ์ หนีมาอยู่ในกำแพง และทิ้งเรื่องราวของตระกูลฟริตซ์ รวมถึงสร้างตระกูลรีสส์ขึ้นมา ภาพดังกล่าวปรากฏอยู่ในหนังสือที่เป็นสมบัติของราชวงศ์ โดยเล่าเรื่องเดียวกับหนังสือที่พ่อของกริชามี แต่ตัวละครในเรื่องนั้นแตกต่างกัน เราเห็นหนังสือนี้ครั้งแรกในตอนที่ 54 ซึ่งเป็นหนังสือที่ฟริดาใช้สอนฮิสทอเรียอ่านเขียน โดยคราวนี้ ปีศาจถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับไททันจู่โจมของเอเรน และสวมเสื้อฮู้ดแบบเดียวกับเอเรนแทน

และเมื่อพิจารณาให้ดี ปีศาจตนนี้ไม่ได้มามือเปล่าเหมือนเดิม แต่เขาถือตะเกียง นั่นหมายความว่า ครั้งนี้ปีศาจไม่ได้เป็นผู้หยิบยื่นแอปเปิลให้เด็กสาว แต่กลับเป็นเด็กสาวที่มอบแอปเปิลให้ปีศาจแทน นอกจากนี้ เด็กสาวคนนี้ไม่ได้ชื่อยูมีร์ แต่กลับถูกเรียกว่าคริสตา

ข้อมูลเพิ่มเติมที่สนับสนุนว่า เอเรนเป็นตัวแทนของปีศาจ และฮิสทอเรียเป็นตัวแทนของหญิงสาวนั้น อาจอยู่ในเรื่องสั้น Attack on Titan AU Smartpass ( เนื้อหาอย่างเป็นทางการ ) โดยในตอน "Good Night, Dear and Sweet Dreams” มีการเล่าถึงความฝันของตัวละครต่าง ๆ โดยความฝันของเอเรนและฮิสทอเรียนั้นเป็นฝันร้ายที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการนำส่วนสำคัญของเรื่องสั้นมากล่าวถึงในบทความนี้ แต่หากมีโอกาสก็แนะนำให้ผู้อ่านได้อ่านด้วยตัวเองอีกครั้ง

ส่วนต่อไปจะเล่าถึงความหมายของตะเกียง แอปเปิล และสัญญาของปีศาจฉบับใหม่ ว่าเกี่ยวข้องกับแต่ละตัวละครอย่างไร

เริ่มจากความหมายของตะเกียง ซึ่งถูกถือโดยปีศาจ แม้จะยังไม่มีการเฉลยความหมายที่แท้จริงของตะเกียงอย่างเป็นทางการ แต่ผู้เขียนตีความได้ว่า ตะเกียงนั้นหมายถึง “แสงสว่าง” ในชีวิตของตัวละคร เป็นแสงสว่างที่ทำให้พวกเขามองเห็นเส้นทางชีวิตของตัวเอง และป้องกันไม่ให้พวกเขากลับไปสู่ความมืดมิดไร้หนทาง และเมื่อพืจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง แสงสว่างอาจเปรียบได้กับ “การยอมรับตัวตนที่เราเป็น” ซึ่งการยอมรับตัวตนของผู้อื่นนั้น อาจสามารถ “ช่วยเหลือ” และส่องสว่างเส้นทางชีวิตของคนคนนั้นได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ครั้งที่เอเรนช่วยเหลือยูมีร์ไว้ โดยการยอมรับว่าเธอเป็นแค่ “คนธรรมดา” ที่เป็นอิสระ และไม่ได้ถูกล่ามตรวนโดยใคร ในฉากนั้น เราได้เห็นดวงตาของยูมีร์ส่องสว่างอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก แต่อย่างไรก็ตาม ในการทำสัญญากับปีศาจนั้น มีแอปเปิลเป็นตัวแทนของการตั้งครรภ์ ซึ่งเอเรนกับยูมีร์ก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรอย่างนั้น ยูมีร์จึงไม่น่าจะใช่ตัวละครในการทำสัญญาฉบับใหม่อีกแล้ว

แต่นอกจากเหตุการณ์นั้น หากมองย้อนกลับไปให้ดี เราจะเห็น “การช่วยเหลือ” ระหว่างเอเรนกับฮิสทอเรียด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุที่ทำให้เอเรนอาจเป็นปีศาจที่ถือตะเกียง เพราะเอเรนเป็นคนแรกที่นำแสงสว่างมาสู่พวกเขา เห็นได้จากในตอนที่ 54 และฮิสทอเรียก็ทำเช่นเดียวกันกลับคืนให้เอเรนในตอนที่ 65 และ 66

ในตอนที่ 52 ฮิสทอเรียเคยเล่าไว้ว่า ตอนเด็กเธอนั้นใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขเพราะความไร้เดียงสา จนเมื่อเธอเติบโตและเริ่มรู้เรื่องมากขึ้น เธอถึงได้ตระหนักถึงความน่าเศร้าในชีวิตของเธอ ว่าเธอนั้นเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง โดดเดี่ยว ไม่เคยได้รับ หรือได้มอบความรักให้กับใครเลย การพูดคุยกับแม่ของเธอทั้งครั้งแรกและครั้งสุดท้ายนั้น ก็ยังทำให้เธอคิดว่าชีวิตของเธอนั้นเป็นความผิดพลาด จนทำให้แม่ของเธออับอาย การมีตัวตนของเธอนั้นเป็นความอัปยศต่อคนรอบตัว

จากทุกสิ่งที่เธอประสบมา ผู้เขียนคาดว่าฮิสทอเรียคงจะมีชุดความเชื่อว่า ถ้าเธอทำนิสัยเหมือนตัวตนที่แท้จริงของเธอ เธอจะไม่มีวันได้รับการยอมรับ เป็นสาเหตุให้ในวันที่ร็อด รีสส์ ตั้งชื่อให้เธอใหม่ว่า “คริสตา” เธอจึงเริ่มพยายามทำตัวเป็นคนอื่น เพื่อให้ได้รับการยอมรับ

จากที่กล่าวมา ทำให้สรุปได้ว่า ฮิสทอเรียนั้นกลัว “การเป็นตัวของตัวเอง” ซึ่งเป็นสาเหตุที่ฝันร้ายของเธอใน Attack on Titan AU Smartpass คือกระจกที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของฮิสทอเรีย และเธอกลัวมัน จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ที่ป้อมปราการอุทการ์ด มีการเปิดว่ายูมีร์เป็นไททันกราม และเธอก็ได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเองไปก้าวหนึ่ง เธอได้เปิดเผยชื่อที่แท้จริงของตัวเอง ว่าเธอไม่ใช่คริสตา แต่เป็น...ฮิสทอเรีย

หลังเธอเปิดเผยตัวตนไม่นานนัก ในช่วงแรก ๆ ฮิสทอเรียดูเหมือนจะเป็นคนที่ไม่สนโลก ไม่สนใจคนอื่น แต่นั่นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะถ้าเรายังจำกันได้ หลังจากที่เธอกับยูมีร์สัญญาว่าจะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองด้วยกันทั้งคู่ แต่ยูมีร์กลับทิ้งเธอไป และเลือกที่จะตามแบร์โทลต์และไรเนอร์ไปแทน นั่นทำให้ฮิสทอเรียเสียศูนย์เป็นอย่างมาก และเริ่มมั่นใจว่า ไม่มีใคร “ต้องการ” ให้เธอเป็นตัวของตัวเองจริง ๆ ไม่มีใครต้องการให้เธอเป็นอิสระอย่างแท้จริง ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าบุคลิกไม่สนโลกคือตัวตนที่แท้จริงของฮิสทอเรีย แต่เพราะความหดหู่และความผิดหวังทำให้เธอเป็นแบบนั้นต่างหาก

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เอเรนเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของฮิสทอเรีย เขาเข้ามาประจวบเหมาะในเวลาที่เธอกำลังต้องการใครมากที่สุดพอดี ทุกอย่างเริ่มต้นในตอนที่ 54 ฮิสทอเรียกำลังพูดในแง่ร้ายว่าเอเรนก็คงจะไม่ชอบที่เธอเลิกทำตัวเป็นเด็กดีเช่นกัน เพราะด้วยชุดความคิดที่ว่าไม่มีใครรักเธอเลย

“แต่ฮิสทอเรีย รีสส์...พ่อแม่ของฮิสทอเรียไม่เคยรักเธอเลย ไม่มีใครรักด้วย ไม่มีใครอยากให้เธอเกิดมา เรื่องราวของเธอไม่ได้พิเศษอะไรเลย มีเด็กแบบเธออีกเยอะแยะในเมืองใต้ดิน...ทุกคนคงจะผิดหวังใช่ไหม”

อย่างไรก็ตาม คำตอบของเอเรนนั้นตรงข้ามกับสิ่งที่ฮิสทอเรียพูดทุกอย่าง และในมุมมองของฮิสทอเรีย นั่นเป็นครั้งแรกที่มีคนชอบที่เธอเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง เอเรนได้ปลดปล่อยความกลัวของฮิสทอเรีย

“ไม่ ไม่จริงหรอก ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดยังไงนะ...แต่ฉันไม่ชอบเธอคนเก่าเลย มันเหมือนเธอต้องคอยเสแสร้งปั้นหน้าอยู่ตลอด...พูดตามตรงมันดูไม่เป็นธรรมชาติเลย น่าขนลุกนิด ๆ อีก แต่ว่า...ตอนนี้มีอะไรที่ฉันชอบในตัวเธอแล้วแหละ เธอก็แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่จริงใจเป็นบ้าเลย”

หากคิดให้ดี เอเรนไม่ได้เกลียดสิ่งที่ฮิสทอเรียเคยเป็นมาก่อน เขาไม่ได้เกลียดบุคลิก “เด็กดี” ของฮิสทอเรีย ( บุคลิกคริสตา ) ในทางตรงกันข้าม เขากลับเป็นคนเดียวที่สังเกตเธอมากพอจนรู้ว่าเธอกำลังเสแสร้งอยู่ ไม่ใช่ทั้งยูมีร์ ที่รู้เพราะได้ยินคนอื่นพูดมา ไม่ใช่ทั้งอาร์มิน ( ที่แม้จะช่างสังเกตมาก ๆ ) แจน และไรเนอร์ ที่ดูจะหลงใหลบุคลิกเด็กดีของฮิสทอเรีย แต่สิ่งที่เอเรนเกลียดคือ “ความไม่เป็นธรรมชาติ” ในตัวของฮิสทอเรีย นอกจากนี้ อ.อิซายามะเคยพูดไว้ว่า “เอเรนดีใจที่สามารถเข้าใจฮิสทอเรียได้” ดังนั้น จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ว่าเอเรนชอบคนที่ทำตัวไม่สนโลก ( ซึ่งก็ไม่ใช่บุคลิกของฮิสทอเรียอยู่ดี ) แต่เป็นเพราะเอเรนชอบที่ได้รับรู้สิ่งที่ออกมาจากใจฮิสทอเรียจริง ๆ ต่างหาก และไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เอเรนพูดว่า “จริงใจเป็นบ้า” เพราะเอเรนเห็นเธอเป็นอิสระ

คำพูดเหล่านั้นมีความหมายต่อฮิสทอเรียมาก จากในตอนที่ 65 ฮิสทอเรียได้บอกกับเอเรนว่า ตอนที่เขาบอกว่ามีสิ่งที่เขาชอบในตัวเธอแล้ว และบอกว่าเธอก็เป็นแค่คนธรรมดา ทั้งหมดนั่นทำให้เธอมีความสุขมาก ราวกับว่าในขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในความมืดมิด คำพูดของเอเรนก็เป็นแสงสว่างให้ฮิสทอเรีย อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง คนที่ได้ช่วยเราไว้ ก็อาจจะกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเราอยู่เช่นกัน

เมื่อลองพิจารณาจากทางฝั่งของเอเรน ในตอนที่ 130 เราได้เห็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่าเป็นเช่นไร เอเรนบอกฮิสทอเรียว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เลวร้ายที่สุดที่ได้ช่วยเขาเอาไว้ และนั่นเป็นเหตุผลทำให้เขาบอกแผนทั้งหมดให้เธอฟัง แผนที่จะทำให้เขาเป็นคนที่ทำลายกำแพงทั้งหมด...แผนที่จะทำให้เขาเป็นคนที่ฆ่าล้างมนุษยชาตินอกกำแพงทั้งหมด ซึ่งวลี “ผู้หญิงที่เลวร้ายที่สุดในโลก” นี้ เป็นการอ้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในถ้ำ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนที่ 66 อย่างไรก็ตาม ก่อนจะขยายเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จะกล่าวถึงสาเหตุที่เอเรนนั้นต้องถูกฮิสทอเรียช่วยไว้ก่อน

สำหรับเอเรนนั้น ดูเหมือนเขาจะเป็นคนที่มีนิสัยที่เข้าถึงได้ยากมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ทำให้กริชาหลีกเลี่ยงไม่ให้เอเรนมีเพื่อนนอกจากอาร์มิน สาเหตุหนึ่งคือเพราะก่อนหน้านี้เอเรนใช้เวลาอยู่แต่กับพ่อแม่อย่างเดียว นอกจากนี้ ตอนที่กริชาบอกเอเรนให้ไปเป็นเพื่อนกับมิคาสะ เขาก็ไม่ได้ดีใจที่จะได้มีเพื่อนอะไรขนาดนั้น และยังดูเหมือนว่า เอเรนมักจะถูกเด็กคนอื่นมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่มิคาสะมาอยู่ในกลุ่มด้วย เนื่องจากตัวตนและความแข็งแกร่งของมิคาสะนั้นได้บดบังเอเรนไป ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากคาร์ลา เยเกอร์เสียชีวิตไป ความรู้สึกเหล่านั้นก็ยิ่งทวีคูณ มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่ฮันเนสได้ประสบมา...ความอ่อนแอ

ในช่วงที่เป็นทหารฝึกหัด เอเรนก็ยังเป็นแค่ “คนธรรมดา” ในสายตาครูฝึกชาดิส เขาไม่ได้เก่งกาจอะไรเป็นพิเศษเลย และยังถูกบดบังด้วยรัศมีความเก่งกาจของมิคาสะอีก อย่างไรก็ตาม เอเรนก็ยังมุ่งมั่นในเป้าหมายของเขา ความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจครั้งใหญ่ของเขาเกิดขึ้นเมื่อเขารู้ตัวว่าตัวเองเป็นผู้ถือครองพลังไททัน ซึ่งสิ่งนั้นคือความกลัวที่แสดงออกมาในฝันร้ายของเขา ( Attack on Titan AU Smartpass ) เพราะหลังจากที่ทุกคนรู้ว่าเอเรนเป็นไททัน ทุกคนก็มองเขาเป็นปีศาจ เห็นได้ในฉากปืนใหญ่ และก็น่าเศร้าที่ว่าเอเรนก็เริ่มมองตัวเองเป็นปีศาจเช่นกัน อย่างที่เราเห็นในฉากพิจารณาคดี และในช่วงเวลานั้น สิ่งที่อยู่ภายในใจเอเรนจะเริ่มปรากฏออกมาชัดเจนมากขึ้น เขาเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวเอง ทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับคนอื่น ๆ เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขาเอาแต่อยู่กับความคิดตัวเองเพียงลำพัง ในขณะเดียวกัน ภายนอกเขาก็ทำตัวเป็นเครื่องมือให้กองทัพไปวัน ๆ...ในฐานะอาวุธ

เอเรนกลายเป็นอาวุธที่เริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น อ้างว้างมากขึ้นทุกวัน คนอื่น ๆ ก็ยังเริ่มกลัวเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่เราเห็นในช่วงที่เขาเข้าไปอยู่กับหน่วยลีไว นอกจากนี้ เอเรนเป็นอาวุธที่อายุเพียง 15 ปี เขาพร้อมที่จะทำผิดพลาดได้ทุกเมื่อ แต่น่าประหลาดใจที่ในช่วงเหตุการณ์ไททันหญิง เขากลับถูกบีบให้เป็นคนตัดสินใจในเรื่องที่เดิมพันด้วยชีวิตของทหารหลายนาย จนทำให้เขากลายเป็นต้นเหตุที่นำความตายมาสู่หน่วยลีไว ถึงจะเป็นอาวุธของกองทัพ ถึงจะเป็นไททัน แต่เขาก็ยังไร้ประโยชน์ ดูเหมือนน้ำหนักความรับผิดชอบของผู้ถือครองพลังไททันที่เอเรนกำลังแบกไว้ขณะนั้น มันจะมากเกินไปสำหรับเขา และกำลังกัดกินเขา นอกจากนี้ ยังมีช่วงเวลาที่เขาขอโทษฮิสทอเรีย เนื่องจากเขาล้มเหลวในฐานะผู้ถือครองพลังไททัน เขาไม่สามารถพายูมีร์กลับมาได้ ทำให้เรารู้ว่า แม้ฮิสทอเรียจะดูเหมือนเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่เอเรนเองก็เป็นอีกคนที่ต้องการมันไม่แพ้กัน

จากนั้นไม่นาน ในตอนที่ 65 หลังจากเอเรนได้รับความทรงจำเกี่ยวกับอดีตของพ่อเขา และสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟรีดา เขาก็จมลงสู่จุดที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ทุกอย่างที่เขาได้เจอนั้นล้วนเลวร้ายไปหมด นำไปสู่ฉากไคลแมกซ์ คือฉากที่เอเรนร้องไห้ และร้องขอความตาย

“ฉัน...ฉันไม่เคยอยากให้มันเกิดขึ้นเลย พ่อ...ถ้าห้าปีก่อนพ่อฉันไม่ทำเรื่องพวกนั้นไป...พี่สาวของเธอก็คงจะจัดการทุกอย่างได้ใช่ไหม...เพราะว่าพ่อฉัน..และฉัน..ขโมยพลังมาจากคนที่คู่ควร...ใครหลาย ๆ คนเลยต้องตาย...ปู่ของอาร์มิน...โธมัส...มินา...มิลิอุส...แนค...มาร์โก...คนในหน่วยลีไว...คนในเขตสโตเฮสส์...ทหารที่พยายามจะช่วยฉัน...คุณฮันเนส...คนอื่นที่ฉันไม่รู้จักอีก...ฉันทำอะไรไม่ได้เลย...ทุกอย่างไม่ควรเกิดขึ้นเลย...วันเวลาที่เราเสียไปกับการฝึก...ความฝันที่จะออกไปนอกกำแพง...ฉันไม่เคยอยากให้มันเกิดขึ้นเลย ฆ่าฉันเถอะ… อย่างน้อย...เธอช่วยจบทุกอย่างให้ฉันได้ไหม ฮิสทอเรีย...กินฉัน...แล้วช่วยมนุษยชาติไว้”

ฮิสทอเรียเข้าใจเอเรนเป็นอย่างดี เธอถึงกับน้ำตาซึม และเริ่มตั้งคำถามกับคำพูดของร็อด รีสส์ จนเธอขว้างเข็มฉีดยาทิ้ง และไปช่วยปลดปล่อยเอเรนจากโซ่ที่ล่ามเขาไว้แทน โดยจุดที่เอเรนปลดแอกตัวเองออกจากความรับผิดชอบที่จะต้องช่วยมนุษยชาติ เริ่มจากการที่เธอบอกเขาว่า เขาไม่ได้ไม่คู่ควรกับพลังไททันต้นกำเนิดหรอก การที่คำพูดนี้ออกมาจากปากสายเลือดราชวงศ์ มันมีความหมายมากกว่าคนทั่วไป และยังเป็นการลบล้างความคิดของเอเรนที่ว่า “ตัวตนของเอเรนนั้นไม่ควรเกิดขึ้น” อย่างสิ้นเชิง เมื่อเอเรนถามหาเหตุผลจากฮิสทอเรีย เธอได้ตอบว่า แม้ว่าเธอจะเป็นศัตรูของมนุษยชาติ แต่เธอก็จะเป็นพรรคพวกของเอเรนเอง คำพูดนี้ดูเหมือนจะทำลายความโดดเดี่ยวที่เขามีไปอย่างสิ้นเชิง เห็นได้จากคำพูดสุดท้ายของเขา ก่อนจะกระโดดลงไปเพื่อกลายร่างเป็นไททัน และสร้างผลึกคริสตัลเพื่อปกป้องเพื่อนทุกคนไว้

“ให้ฉันเชื่อในตัวเองสักครั้งเถอะ”

นอกจากนี้ น่าสนใจที่ฮิสทอเรียกลายเป็นคนที่คอยอธิบายให้ทุกคนฟังถึงความสำคัญของเอเรน และเหตุผลที่เอเรนควรจะมีพลังไททันต้นกำเนิด นั่นก็คือ เอเรนจะเป็นกุญแจสำคัญในการกอบกู้มนุษยชาติจากอุดมการณ์ของคาร์ล ฟริตซ์ คำพูดของฮิสทอเรียทำให้เอเรนรู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเองขึ้นมา เธอเป็นผู้นำแสงสว่างมาให้เอเรน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของเอเรนและฮิสทอเรียใกล้ชิดมากขึ้น และยังสอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของอ.อิซายามะดังนี้

ผู้สัมภาษณ์: สรุปแล้ว ฮิสทอเรียคือคนที่ทำให้เอเรนก้าวผ่านมาจากขุมนรกที่ไม่มีวันสิ้นสุดจริง ๆ เหรอ

อ.อิซายามะ: ตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว ที่ชีวิตของผมน่ะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพ่อหมดเลย

แม้จะอยู่ในความสิ้นหวัง แต่เมื่อเอเรนได้เห็นคนที่กำลังพบเจอสถานการณ์คล้ายกันอย่างฮิสทอเรีย และเธอสามารถปลดปล่อยตัวเองจากคำสาปของตระกูลรีสส์ได้ ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่าเขาจะทำแบบเดียวกัน เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อตัวของเขาเอง การมองจากมุมนี้จะทำให้เราเข้าใจเอเรนได้มากขึ้น

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เราจะสามารถทำความเข้าใจบทสนทนาของเอเรนกับฮิสทอเรียในตอนที่ 130 ได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง จริง ๆ แล้ว บทสนทนานี้ถูกเข้าใจผิดไปมากว่าเอเรนกำลังปั่นหัวและหลอกใช้ฮิสทอเรีย เอเรนคนที่เราเห็นในสถานการณ์นั้นไม่ใช่คนเดิมกับตอนเด็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว เขาคือคนที่เคยผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดของชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง และเอเรนคนนี้คือคนที่บอกแผนทุกอย่างให้ฮิสทอเรียรู้ แม้ว่าเขาจะไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย และยังบอกเธออีกว่า ทางรอดเดียวที่จะหยุดยั้งสารวัตรทหารได้ คือเผชิญหน้ากับพวกเขา หรือหนีเท่านั้น

และเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ฮิสทอเรียนั้นไม่จำเป็นต้องท้อง เพราะเยเลน่าได้วางแผนไวน์เพื่อรองรับทุกอย่างไว้แล้ว ซึ่งแผนไวน์นั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยราชินี แต่มีไว้เพื่อช่วยซีคต่างหาก จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมเอเรนถึงต้องมองหาฮิสทอเรีย คำตอบก็ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนอะไร เพราะเอเรนอยากมีฮิสทอเรียอยู่ฝั่งเดียวกับเขาเท่านั้นเอง

เอเรนในตอนที่ 130 อาจจะเป็นเอเรนที่รู้อนาคตทั้งหมดอยู่แล้ว และสาเหตุที่เขาทำทุกอย่างนั่นก็เพราะมันควรจะเกิด ตามที่เขาเห็นในความทรงจำจากอนาคต อย่างไรก็ตาม เอเรนคนนี้อาจจะเป็นเอเรนที่กำลังตามหาคนที่เขาไว้ใจที่สุด เพื่อมารับฟังเหตุผลในการกระทำของเขา และเปลี่ยน “หน้าที่” ของเขา ให้กลายเป็น “ความปรารถนา”

หลังจากกล่าวถึงความหมายของตะเกียงไปมากแล้ว ส่วนต่อไปจะกล่าวถึงความหมายของแอปเปิลในการทำสัญญาครั้งใหม่ โดยจะเน้นไปที่สามประเด็นหลัก คือ วลี “สร้างครอบครัว” การตั้งครรภ์ของฮิสทอเรีย และ...ความหมายที่แท้จริงของคริสตา

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ในการทำสัญญาครั้งใหม่นั้นจะต้องประกอบไปด้วยการตั้งครรภ์ เช่นเดียวกับในสัญญาแบบเก่า ( แม้ในครั้งเก่าจะไม่มีตะเกียงก็ตาม ) อย่างที่เคยกล่าวถึงความหมายของแอปเปิล ว่าสามารถสื่อถึงการเจริญพันธุ์ และยังมีความหมายในทางเพศได้อีก อย่างไรก็ตาม ในสัญญาแบบใหม่นั้นจะมีหลาย ๆ สิ่งที่ต่างไปจากเดิม เพราะคนเราคงไม่ทำผิดในเรื่องเก่า ๆ ซ้ำซากหรอกใช่ไหม การทำผิดซ้ำเดิมในครั้งนี้อาจจะทำให้มนุษยชาติไม่มีอิสระไปอีกนานแสนนานก็เป็นได้ ซึ่งจุดเปลี่ยนของเรื่องราวเหล่านี้ถูกกล่าวในตอนที่ 122

ตอนที่ 122 นั้นเริ่มด้วยบทสนทนาระหว่างฮิสทอเรียกับฟรีดา บทสนทนาเดียวกับในตอนที่ 54 เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะว่าเป็นการพูดถึงความหมายที่แท้จริงของ “คริสตา” ในหนังสือนั้นบอกว่าคริสตาเป็นเด็กสาวที่ร่าเริง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และก็มีความสุขที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นเช่นกัน คริสตาถูกยกให้เป็นตัวแทนของ “ความเป็นหญิง” อย่างไรก็ตาม...ทำไมนี่ถึงเป็นสิ่งที่ต้องเลียนแบบ นำไปสู่คำอธิบายเกี่ยวกับคริสตา เมื่อเทียบกับยูมีร์แล้ว คริสตาดูจะมีเรื่องราวที่ตรงกันข้ามกับยูมีร์อย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ยูมีร์เจอมาทั้งชีวิตคืออิสระอันว่างเปล่า แม้กระทั่งหลังจากตายไปแล้ว เธอยังต้องอยู่ในสายธารเพื่อทำตามความต้องการของผู้ถือครองพลังไททันต้นกำเนิดอีก

แท้จริงแล้ว เราทุกคนอาจเข้าใจความหมายของ “คริสตา” ผิดไป เพราะคริสตาอาจจะไม่ได้หมายความแค่ว่าเด็กผู้หญิงนิสัยดี แต่หมายความถึง...เด็กผู้หญิงที่มีอิสรภาพตามแบบฉบับอุดมคติ กล่าวคือ ถ้าอยากทำตัวเป็นเด็กดีก็เป็นได้ ถ้าไม่อยากเป็นก็ไม่ต้องเป็น ให้เป็นในสิ่งที่เรานั้นต้องการจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรยืนยันว่าคริสตาในหนังสือเล่มนั้นเป็นอิสระ แต่มีประเด็นหนึ่งที่จะยืนยันความคิดนี้ได้

ในตอนที่ 54 ในความทรงจำของฮิสทอเรีย หลังจากคุยกับฟรีดาเรื่องความเป็นผู้หญิง ฮิสทอเรียก็เชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นเข้ากับพี่สาวของเธอ และพูดว่าเธออยากเป็นเหมือนพี่สาว ซึ่งทำให้ฟรีดานั้นเซอร์ไพรส์พอสมควร และตอบกลับไปว่า เธอเป็นได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากคุยกันอย่างสนุกสนานเสร็จ ฟรีดากลับทำหน้าเศร้า และลบความทรงจำของฮิสทอเรียไป ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า ฟรีดาไม่มีความเป็นผู้หญิง แต่เป็นเพราะว่า ฟรีดาไม่ได้เป็นอิสระต่างหาก ฟรีดานั้นมีเป้าหมายที่เธอไม่สามารถบรรลุได้อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการเอาชนะอุดมการณ์ของคาร์ล ฟริตซ์ และเมื่อเราเห็นฮิสทอเรียในตอนที่ 70 ซึ่งเป็นวันที่เธอเป็นอิสระมากที่สุด เธอมีความเป็น “คริสตา” มากกว่าฟรีดาไปแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ ในตอนที่ 70 ยังยืนยันว่า สิ่งที่เอเรนไม่ชอบในตัวฮิสทอเรียคือความ “ไม่เป็นอิสระ” ไม่ใช่ความเป็นคนดี เพราะว่าฮิสทอเรียคนปัจจุบันก็ยังมีการกระทำแบบเดียวกับบุคลิกเสแสร้งก่อนหน้านี้ของเธอ คือชอบช่วยเหลือผู้อื่น จนทำให้เอเรนถึงกับต้องเอ่ยชื่นชมในสิ่งที่เธอทำ เพราะในตอนนี้การกระทำของเธอนั้น เธอทำเพราะอยากทำจากใจจริง ไม่ได้เสแสร้งทำอีกต่อไป

“สาเหตุที่ฮิสทอเรียตัดสินใจจะเป็นราชินี...ก็เพราะจะได้ทำเรื่องพวกนี้ เธอดูแลทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่เมืองใต้ดินไปจนถึงทุกซอกทุกมุมของกำแพง เธอรวบรวมเด็กกำพร้าและคนยากไร้มาอาศัยที่ฟาร์มแห่งนี้และดูแลพวกเขา เธอใช้งบประมาณของราชวงศ์และทรัพย์สินที่ยึดมาจากนักการเมืองมาดูแลที่นี่ และเอาไปช่วยเหลือคนยากจน ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะมองการณ์ไกลขนาดนี้ ตอนน้ันเธอแค่บอกว่าเธออยากจะช่วยคนที่กำลังเจอปัญหา และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน เธอก็จะไปช่วย นี่คือสิ่งที่ฮิสทอเรียอยากทำ”

สิ่งที่เอเรนเห็นในตัวฮิสทอเรียคืออิสรภาพ ซึ่งเขาปกป้องมันมามาตลอด ย้ำว่าเขากังวลเรื่องอิสรภาพ ไม่ใช่การกระทำของเธอ

“เราถูกทำลายกำแพงทิ้งและถูกเหยียบย่ำ แล้วยังต้องให้ลูกหลานของเรามีลูกและถูกฆ่าอย่างปศุสัตว์ ผมไม่มีวันยอมรับแผนของซีค เยเกอร์”

คำพูดเมื่อครู่เป็นปฏิกิริยาของเอเรนหลังจากฮิสทอเรียยินยอมที่จะมีลูก เห็นได้ว่าเอเรนต่อต้านการตั้งครรภ์อย่างไม่เต็มใจของเธอ เพราะมันเป็นการริดรอนอิสรภาพของฮิสทอเรีย

“พวกเขาอยากให้เธอมีลูก...เพราะเหตุผลอย่างเดียว คือจะใช้พวกเขาปกป้องเกาะ พวกเขาจะบังคับให้ลูก ๆ ต้องฆ่าและกินพ่อแม่ตัวเองไปเรื่อย ๆ ฉันไม่ยอมหรอก”

จริง ๆ แล้วมันก็น่าสงสัยเล็กน้อย เพราะจากคำพูดของเอเรนในตอนที่ 107 สิ่งที่เขาปกป้องเพียงอย่างเดียวคืออิสรภาพของฮิสทอเรีย

ย้อนกลับไปที่ตอน 130 ทุกอย่างหมายความว่าอะไรกันแน่

การตั้งครรภ์ของฮิสทอเรียนั้นสอดคล้องกับการทำสัญญากับปีศาจอย่างแน่นอน เนื่องจากเธอเป็นคนริเริ่มความคิดที่จะท้องเอง โดยคำพูดของเธออาจจะเป็นข้อเสนอหรือคำบอกเล่าก็ได้ ( เพราะบางคนสงสัยว่าเธออาจจะท้องแล้ว ค่อยพูดประโยคนั้น ) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ฮิสทอเรียเปรียบเทียบได้กับคริสตา ซึ่งคริสตาเป็นผู้ยื่นแอปเปิลด้วยตัวเอง นั่นหมายความว่าเธอมีสิทธิในร่างกายของเธอ เธอตัดสินใจอย่างอิสระ ดังนั้น สิ่งที่เอเรนก็ควรทำได้อย่างเดียว ก็คือเห็นด้วยเท่านั้น

สมมติเราเชื่อว่า ชาวไร่เป็นพ่อของลูกฮิสทอเรีย ซึ่งเขาเข้ามาขัดขวางการทำสัญญาระหว่างปีศาจ มันจะเป็นการขัดขวางอิสรภาพของเอเรนและฮิสทอเรียด้วย เพราะเมื่อพิจารณาสายตาที่ฮิสทอเรียมองชาวไร่แล้ว นั่นดูไม่ใช่ความรักเลย ซึ่งถ้าไม่เป็นอย่างนั้น แสดงว่าลูกของฮิสทอเรียต้องเกิดจากความรักใช่ไหม จริง ๆ แล้วมันก็ยังฟันธงได้ยาก แต่ผู้เขียนก็กล้ายืนยันว่าเกิดจากความรัก เพราะในอีกมุมหนึ่ง ความรักนั้นอาจเป็นคำตอบว่าทำไมเอเรนและฮิสทอเรียจึงมีความหมายต่อกัน และสาเหตุที่เอเรนต้องมาคุยกับฮิสทอเรีย ก็เพราะเขาพยายามจะสร้าง “เหตุผล” ขึ้นมารองรับการกระทำของเขา แล้วอย่างนี้ เหตุผลที่ว่านั้นคืออะไร หากเรายังจำกันได้ ครูเกอร์เคยกล่าวถึงเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้ความผิดพลาดไม่เกิดขึ้นซ้ำซากอีก นั่นคือ “การสร้างครอบครัว”

หากจะกล่าวครอบครัวเยเกอร์นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขามาหลายรุ่น คือพวกเขาต้องแบกรับบาปที่คนในครอบครัวก่อไว้ ทั้งกริชาและพ่อของกริชาเอง แม้ทั้งสองเคยพยายามจะปกป้องครอบครัวเอาไว้ แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการหักหลังลูกของตัวเอง อย่างไรก็ตาม หากการทำพสุธากัมปนาทของเอเรนมีเหตุผลคือ “ครอบครัว” มารองรับ เขาจะเป็นเยเกอร์คนแรกที่ทำภารกิจนี้สำเร็จ คือปกป้องครอบครัว ไม่ใช่เสียสละครอบครัวตัวเอง

หากมองจากมุมนี้ เราจะสามารถอธิบายอะไรหลาย ๆ อย่างได้ เช่น สาเหตุที่บุคลิกของเอเรนเปลี่ยนไปหลังจากไปถึงมาร์เลย์ เขาดูเศร้าโศกกว่าปกติ โดยอาจเป็นเพราะเขารู้สึกอ่อนไหวกับการเห็นครอบครัวของคนในเมืองแถบนั้น รวมถึงสาเหตุที่เอเรนพยายามทำร้ายจิตใจปู่ของเขา โดยการพูดถึงเรื่องที่เคยทำผิดพลาดกับครอบครัว และข้อสำคัญ สาเหตุที่เอเรนเปลี่ยนอารมณ์กะทันหันขณะคุยกับซีค โดยเปลี่ยนจากเฉยเมยเป็นเศร้าโศกแทน เนื่องจากเขาฉุกคิดถึงเรื่องการตั้งครรภ์ของฮิสทอเรียขึ้นมา และความจริงที่ว่า เขาอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน

นอกจากนี้ ในตอนที่ 117 ยังมีช่วงที่ไรเนอร์บอกเอเรนว่า เอเรนอยู่ได้มากที่สุดแค่ 4 ปี ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องสู้แล้ว เขาควรจะพัก เขาไม่ควรต่อสู้ เขาไม่มีอะไรเหลือแล้ว เขาไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องมีชีวิตต่อ อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้วเอเรนมีเหตุผลให้ต้องสู้ นอกจากทำเพื่อเพื่อนของเขาแล้ว ยังมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง หน้าที่ที่ฮิสทอเรียแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความปราถนาของเอเรนแล้วนั่นเอง

จากทั้งหมดที่กล่าวมา บทสรุปของเรื่อง Attack on Titan นั้น อาจมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสัญญาปีศาจฉบับนี้ ซึ่งเป็นสัญญาแห่งอิสรภาพระหว่างตัวละครสองตัว ที่เรื่องราวของทั้งคู่ค่อย ๆ บรรจบเข้าหากัน และทั้งคู่ยังเป็นศัตรูของมวลมนุษยชาติ ที่พยายามจะไขว่คว้ารุ่งอรุณของวันใหม่...รุ่งอรุณของวันที่พวกเขาเป็นอิสระ


คลิก ที่นี่ เพื่อรับชมวิดีโอเวอร์ชันเต็มในภาษาสเปน ( มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ ) เพื่อรับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเพลงประกอบ การตัดต่อ และเสียงพากย์